วิธีรับมือกับน้ำท่วม ฉบับคนผ่านน้ำท่วมปี 2554 มาอย่างหนัก (EP1)
สัปดาห์ที่ผ่านมา (25 กันยายน 2569) หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เจอน้ำท่วมอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน เพราะฝนตกต่อเนื่องจนระบบระบายน้ำรับไม่ทัน
ปีนี้แอดมินไม่โดนน้ำท่วม แต่เมื่อปี 2554 บ้านแอดมินอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวรังสิต ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 ทั้งตื่นตระหนก ทั้งกังวล ทั้งหาข้อมูลรับมือน้ำท่วมทางอินเทอร์เน็ตแบบไม่ยั้ง ซื้อของกันน้ำท่วมมาแบบงงๆ ก็เยอะ
ผ่านมา 15 ปีแล้ว ก็ยังมีคนรับมือน้ำท่วมแบบงงๆ อยู่มาก และได้ความรู้ผิดๆ จากโซเชียลและ AI วันนี้แอดมินเลยอยากมาเล่าวิธีรับมือฉบับคนผ่านมาแล้วให้อ่านกันค่ะ
ย้อนดู Timeline น้ำท่วมปี 2554 ของบ้านเรา
เดือนกันยายน 2554 น้ำเริ่มไหลหลากมาจากทางเหนืออย่างหนัก อยุธยาจมทั้งเมือง บ้านเราอยู่แถวรังสิต-ดอนเมือง หมู่บ้านก่อคันกั้นน้ำรอบหมู่บ้านไว้ แต่สุดท้ายประมาณวันที่ 25 ตุลาคม 2554 คันกั้นน้ำก็พังลง น้ำทะลักเข้าหมู่บ้านค่ะ
การจัดการกับรถยนต์
บ้านเรามีรถ 2 คัน คันแรกนำไปจอดที่สนามบินดอนเมือง เจ้าหน้าที่ให้จอดที่ชั้นใต้ดินและยืนยันว่ายังไงดอนเมืองก็ไม่ท่วม แต่รถที่ขับตามมาทักว่า “ไม่ได้ ยังไงก็ท่วม” เจ้าหน้าที่จึงให้ไปจอดที่ตึกจอดรถแทน พร้อมบอกว่า “รับความเสี่ยงเองนะ ตึกนี้ไม่เปิดไฟ” เราเลยขึ้นไปจอดที่ชั้นสูงของตึกจอดรถ
รถคันที่ 2 เอาไปจอดไว้บนเนิน Tee-off ของสนามกอล์ฟหลังบ้าน คันนี้รอดมาได้อย่างหวุดหวิด น้ำขึ้นมาเกือบถึงล้อรถค่ะ

สำคัญมาก: ถ้าจะเอารถหนีน้ำ ให้ไปจอดที่ตึกสูงเท่านั้น อย่าคิดว่าจากระดับสายตาของเรา สะพานนี้หรือเนินนี้สูงพอแล้ว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าน้ำจะขึ้นถึงจุดไหน ถ้าจะจอดในตึกให้จอดเกินชั้น 2-3 ขึ้นไป
อีกเรื่องที่คนมักพลาดคือ ห้ามสตาร์ทรถที่จมน้ำหรือโดนน้ำท่วมถึงเครื่อง เพราะน้ำที่เข้าไปในเครื่องยนต์อาจทำให้เครื่องพังหนักกว่าเดิม ควรเรียกช่างหรือลากไปตรวจแทน และถ่ายรูปความเสียหายเก็บไว้ทุกมุมก่อนย้ายรถ เผื่อใช้เคลมประกัน
สรุประดับน้ำที่เราเจอ
| จุด | ระดับน้ำ |
|---|---|
| หน้าถนน | ท่วมเกิน 2 เมตร |
| ชั้น 1 (ติดพื้น ใช้เป็นครัว) | ท่วม 170 ซม. |
| ชั้น 1.5 (ยกสเต็ปขึ้นมา เป็นห้องกินข้าวและห้องนั่งเล่น) | ท่วมถึงเอว |
| ระยะเวลาที่ท่วม | 2 เดือน |
เราประเมินผิดไป คิดว่ายังไงก็คงไม่ท่วมถึงชั้น 1.5 เลยไม่ได้ยกของจากชั้นนั้นขึ้นไปไว้ชั้น 2 ของจึงเสียหายเยอะมากค่ะ





บทเรียนคือ อย่าประเมินจากความรู้สึก ให้ยกของตามสมมติฐานที่แย่ที่สุด ลำดับที่ควรยกขึ้นที่สูงก่อน คือเอกสารสำคัญ (โฉนด บัตรประชาชน พาสปอร์ต สมุดบัญชี) ยาประจำตัว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และของที่ซื้อใหม่ไม่ได้ เช่น รูปถ่ายเก่า ควรใส่ถุงซิปหรือกล่องกันน้ำ แล้วถ่ายรูปเอกสารสำรองเก็บไว้ในมือถือหรือคลาวด์อีกชุด
จะหนีน้ำท่วม หรืออยู่ในบ้านต่อดี
ทุกบ้านต้องมี “ธง” ในใจไว้ก่อน เพราะน้ำท่วมในประเทศไทยมักมาแบบไม่มีใครเตือนได้แม่นยำ มีคนบอกว่าเอาอยู่ แต่สุดท้ายก็ท่วมทุกที ครั้นจะอพยพก็กลัวว่าน้ำไม่มาแล้วจะเหนื่อยฟรี ดังนั้นแต่ละบ้านต้องตัดสินใจไว้ล่วงหน้าว่า จะอยู่หรือจะไป ถ้าจะอยู่ต้องเตรียมอะไร ถ้าจะไปจะไปอยู่ที่ไหน
ถ้ามีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย ต้องย้ายออกก่อนทันที ทุกกรณี
เหตุผลคือ น้ำท่วมไม่ได้อันตรายแค่ตัวน้ำ แต่ตัดไฟ ตัดน้ำ และตัดการเดินทางไปโรงพยาบาลด้วย คนที่ต้องกินยาต่อเนื่อง ต้องล้างไต ใช้ออกซิเจน หรือเคลื่อนไหวลำบาก จะเสี่ยงที่สุด ถ้าจำเป็นต้องอยู่ต่อ ควรมียาประจำตัวสำรองอย่างน้อย 14 วัน และเบอร์ติดต่อฉุกเฉินไว้ในที่หยิบง่าย เช่น 1669 (การแพทย์ฉุกเฉิน) และ 1784 (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) แนะนำให้ตรวจสอบเบอร์ล่าสุดอีกครั้งก่อนน้ำมาด้วย
สัญญาณที่ควรตัดสินใจออกจากบ้านทันที เช่น น้ำเริ่มเข้าบ้านแล้วแต่ยังไม่ได้เตรียมของ ไฟฟ้าหรือน้ำประปาถูกตัด มีคนในบ้านที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์ หรือมีประกาศอพยพจากเจ้าหน้าที่
กรณีของเรา เลือกอยู่ต่อ เพราะมีสัตว์เลี้ยงเยอะ ทั้งหมา 3 แมว 2 และปลาอีกหนึ่งบ่อ ส่วนผู้สูงอายุ 2 ท่านเราย้ายออกไปก่อนค่ะ




เตรียมอะไรไว้บ้าง เมื่อตัดสินใจจะอยู่
ปัจจัยการอยู่รอดในภาวะน้ำท่วม เรียงตามลำดับความสำคัญคือ
น้ำดื่ม → น้ำใช้ → ไฟฟ้า → อาหารแห้ง → เตาแก๊ส → เรือ
ถ้าคุณไม่ได้เตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เลย และน้ำเริ่มเข้าบ้านแล้ว แต่ยังออกจากบ้านได้ ให้รีบอพยพ เพราะอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน ปริมาณที่ต้องเตรียมคือ ต้องอยู่ได้อย่างน้อย 15 วัน เพื่อรอความช่วยเหลือที่อาจมาถึงทีหลังค่ะ
บ้านเราอยู่กัน 3 คน มีหมาใหญ่ 3 ตัว แมว 2 ตัว และปลาคาร์ฟ 5-6 ตัว ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราเตรียม
1. น้ำดื่ม
เราเตรียมน้ำดื่มใส่ถังขนาด 200 ลิตร ไว้ 3 ถัง ใช้ดื่มและทำอาหาร
ลองคำนวณดู 3 คน × 15 วัน = 45 คน-วัน ตกวันละประมาณ 13 ลิตรต่อคน ซึ่งเผื่อไว้เยอะมาก คำแนะนำทั่วไปสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินคือประมาณ 3-4 ลิตรต่อคนต่อวัน (สำหรับดื่มและปรุงอาหารเท่านั้น ยังไม่รวมน้ำล้างและอาบ) และควรเผื่อเด็ก คนป่วย และอากาศร้อนเพิ่ม
ถ้าน้ำสำรองหมดและต้องใช้น้ำที่ไม่แน่ใจว่าสะอาด วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือ ต้มให้เดือดพล่านอย่างน้อย 1 นาที หรือถ้าไม่มีเชื้อเพลิง ใช้น้ำยาฟอกขาวที่เป็นโซเดียมไฮโปคลอไรต์ล้วน ไม่ผสมน้ำหอมหรือสารเพิ่มเติม (ความเข้มข้นประมาณ 5-6%) หยดประมาณ 2 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร คนแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ทั้งนี้ควรเช็กสัดส่วนล่าสุดกับกรมอนามัยหรือ WHO ก่อนใช้จริง และถ้าน้ำขุ่นให้กรองด้วยผ้าสะอาดก่อน
อ่านเรื่องน้ำดื่มและการดูแลร่างกายเพิ่มเติมได้ที่ Water & Hydration Hub
2. น้ำใช้
เราเตรียมต่อน้ำประปาโดยตรงแบบไม่ผ่านปั๊ม แต่ถ้าโชคไม่ดีน้ำประปาถูกตัดจากต้นทาง ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะน้ำดื่มสะอาดที่ตุนไว้ต้องถูกดึงมาใช้ล้างภาชนะ ทำความสะอาด และอาบน้ำด้วยค่ะ
3. ไฟฟ้า
- ตัดเบรกเกอร์บ้านทีละส่วน และเดินไฟแต่ละโซนของบ้านให้แยกกันอย่างเป็นระบบ
- เตรียมเครื่องปั่นไฟ หรือไฟสำรอง เผื่อโดนตัดไฟ
- เทียน ถ่านไฟฉาย และ Powerbank


เรื่องความปลอดภัยที่ห้ามพลาด: ให้ตัดไฟชั้นล่างที่น้ำกำลังจะถึงปลั๊กก่อนน้ำเข้า อย่าเดินลุยน้ำหรือแตะสวิตช์ด้วยมือเปียกเมื่อไฟยังจ่ายอยู่ และเครื่องปั่นไฟต้องตั้งไว้ นอกตัวบ้านในที่โล่งและแห้ง เท่านั้น เพราะเครื่องยนต์ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งไม่มีสีไม่มีกลิ่นและทำให้เสียชีวิตได้ เตาถ่านและเตาแก๊สก็ควรใช้ในที่อากาศถ่ายเทเช่นกัน ส่วนเทียนอย่าวางใกล้ของติดไฟ โดยเฉพาะเวลามีสัตว์เลี้ยงเดินไปมา
4. อาหาร
- อาหารแห้ง ข้าวสาร ปลากระป๋อง ไข่ (เรามีเนื้อสดแช่ตู้เย็นไว้ประมาณหนึ่งด้วย)
- อาหารหมา อาหารแมว ทรายแมว อาหารปลา

ถ้าไฟดับ อาหารในตู้เย็นจะเก็บได้ปลอดภัยประมาณ 4 ชั่วโมง (ถ้าไม่เปิดตู้บ่อย) ส่วนช่องแช่แข็งที่เต็มตู้เก็บความเย็นได้ราว 48 ชั่วโมง ดังนั้นให้กินเนื้อสดและของที่เสียง่ายก่อน แล้วค่อยหมุนไปกินของแห้ง และถ้าไม่แน่ใจว่าอาหารเสียหรือยัง ให้ทิ้งไปดีกว่าเสี่ยงท้องเสียตอนที่ไปหาหมอไม่ได้
5. เตา
เตาปิกนิกกับแก๊สกระป๋องหลายกระป๋อง และเตาไฟฟ้า ถ้ามีไฟใช้เตาไฟฟ้า ถ้าไฟดับใช้เตาแก๊สค่ะ


6. เรือ
เรือไฟเบอร์สำหรับพายออกไปซื้อของ และแก้เบื่อ

ถ้าจะใช้เรือ ควรมีเสื้อชูชีพให้ทุกคน (โดยเฉพาะเด็กและสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นเรือด้วย) หลีกเลี่ยงกระแสน้ำเชี่ยว และอย่าพายเข้าใกล้สายไฟหรือเสาไฟที่อาจมีไฟรั่ว
เรื่องสุขภาพที่คนมักมองข้ามช่วงน้ำท่วม
ตอนน้ำท่วมเราคิดกันแต่เรื่องของ ของเสียหาย แต่เรื่องสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน งานทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบปี 2026 ที่รวบรวม 71 งานวิจัย พบว่าน้ำท่วมสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของโรคติดเชื้อที่มากับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งโรคฉี่หนู (leptospirosis) อหิวาตกโรค บิด ตับอักเสบเอ/อี รวมถึงไข้เลือดออกและมาลาเรีย โดยอาการมักตามมาหลังน้ำท่วมภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้งานส่วนใหญ่เป็นการสังเกตการณ์ ความมั่นใจของหลักฐานจึงอยู่ระดับต่ำถึงปานกลาง
- ใส่รองเท้าบูตและถุงมือยางเมื่อต้องลุยน้ำ เชื้อฉี่หนูเข้าทางบาดแผลหรือเยื่อบุ และน้ำท่วมเป็นตัวเร่งให้เชื้อจากดินและปัสสาวะสัตว์กระจายตัว
- แผลเล็กก็ต้องดูแล ล้างด้วยน้ำสะอาด ปิดแผลกันน้ำ และเปลี่ยนผ้าปิดแผลสม่ำเสมอ
- ล้างมือด้วยสบู่ ก่อนกินอาหารและหลังลุยน้ำทุกครั้ง หากน้ำหมด ใช้เจลแอลกอฮอล์แทนชั่วคราว
- ถ้าลุยน้ำแล้วมีไข้ ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ หรือตาแดง ภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ ให้รีบไปพบแพทย์ และบอกแพทย์ด้วยว่าเพิ่งสัมผัสน้ำท่วม


สำหรับยาป้องกัน เช่น doxycycline ที่ใช้ป้องกันโรคฉี่หนูในคนที่เสี่ยงสูง งานวิจัยชี้ว่าหลักฐานยังมาจากการสังเกตการณ์เป็นหลัก จึงไม่ควรซื้อยากินเอง ให้ปรึกษาแพทย์หรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เท่านั้น
อีกเรื่องที่มักถูกลืมคือ สุขภาพใจ งาน umbrella review ปี 2025 ที่สรุปจาก 33 งานทบทวนเชิงระบบ พบว่าอาการเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง ซึมเศร้า และวิตกกังวล สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอหลังภัยพิบัติทุกประเภท การนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกหมดแรงตอนน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องปกติที่พบได้ ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ ลองแบ่งหน้าที่ในบ้าน พักบ้าง และคุยกับคนที่ไว้ใจ ถ้าเป็นหนักหรือนานผิดปกติ ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญค่ะ
สรุป
- รถ: จอดตึกสูง ชั้น 2-3 ขึ้นไป อย่าประเมินจากสายตา
- ของในบ้าน: ยกตามสมมติฐานที่แย่ที่สุด ไม่ใช่ตามความรู้สึก
- ต้องมี “ธง” ล่วงหน้าว่าจะอยู่หรือไป และย้ายผู้สูงอายุกับผู้ป่วยออกก่อนทุกกรณี
- เตรียมให้พอ 15 วัน ตามลำดับ น้ำดื่ม → น้ำใช้ → ไฟฟ้า → อาหารแห้ง → เตาแก๊ส → เรือ
- อย่าลืมความปลอดภัย: ไฟฟ้า คาร์บอนมอนอกไซด์ โรคที่มากับน้ำ และสุขภาพใจ
EP หน้า เราจะมาเล่าต่อว่า คำแนะนำไหนในโซเชียลที่ไม่ควรทำตาม การทำกำแพงกั้นน้ำสำคัญไหม และท่อต้องอุดหรือเปล่า ติดตามกันนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเตรียมน้ำดื่มสำรองกี่ลิตร
คำแนะนำทั่วไปคือประมาณ 3-4 ลิตรต่อคนต่อวันสำหรับดื่มและปรุงอาหาร ควรเตรียมให้พอ 15 วัน และเผื่อเด็ก คนป่วย และอากาศร้อนเพิ่ม
ควรอยู่บ้านหรืออพยพเมื่อน้ำท่วม
ให้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้า ถ้ามีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยควรย้ายออกก่อนทันที และถ้าน้ำเข้าบ้านแล้วโดยไม่ได้เตรียมน้ำ ไฟ และอาหารไว้ ให้รีบอพยพ
จอดรถหนีน้ำท่วมที่ไหนดีที่สุด
ตึกจอดรถสูงชั้น 2-3 ขึ้นไป ไม่ควรประเมินจากความสูงของสะพานหรือเนินด้วยสายตา เพราะระดับน้ำคาดเดายาก และไม่ควรสตาร์ทรถที่โดนน้ำท่วมถึงเครื่อง
เครื่องปั่นไฟใช้ในบ้านได้ไหม
ไม่ได้ ต้องตั้งไว้นอกตัวบ้านในที่โล่งและแห้ง เพราะเครื่องยนต์ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น และอันตรายถึงชีวิตได้
งานวิจัยและแหล่งอ้างอิง
- Luangnara, A., Towachiraporn, S., Wiwatkunupakarn, N., & Thongwitokomarn, H. (2026). Impact of flooding events on waterborne and vector-borne infections: a systematic review. BMC Infectious Diseases, 26(1). doi:10.1186/s12879-026-13442-z
- Muñoz-Zanzi, C., Dreyfus, A., Limothai, U., Foley, W., Srisawat, N., Picardeau, M., & Haake, D. A. (2025). Leptospirosis-Improving Healthcare Outcomes for a Neglected Tropical Disease. Open Forum Infectious Diseases, 12(2), ofaf035. doi:10.1093/ofid/ofaf035
- Stimpson, J. P., Rashed, A. L., Pandya, J., Baudot, E. C., Whitfill, J., & Ortega, A. N. (2025). Health equity in the wake of disasters and extreme weather: evidence from an umbrella review. Health Affairs Scholar, 3(11), qxaf207. doi:10.1093/haschl/qxaf207





